ღ.ღ. WELCOME TO MY BLOG THe KENG'z .ღ.ღ

Image Hosted by !!!###$$$ 1h3R3 1m@g3H0st $$$###!!!

30/4/53

เตือนภัย : เตือนสาวหุ่นกุ้งแห้ง อ่อนเพลีย-อารมณ์แปรปรวน


วัยรุ่นสาวๆ ในต่างประเทศที่นิยมลดความอ้วนอย่างหักโหมจนผอมแห้งเลียนแบบนางแบบคนดังทั้งหลาย เพื่อจะใส่เสื้อผ้าไซซ์เล็กสุดของฝรั่งคือ ไซซ์ศูนย์ ซึ่งมีอยู่ถึงร้อยละ 46 พฤติกรรมดังว่าทำลายสุขภาพของสาวน้อยเหล่านี้ขั้นร้ายแรงแบบที่เจ้าตัวเองอาจคาดไม่ถึงสำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษเผยว่า วัยรุ่นหญิงของอังกฤษกว่า 1 ใน 3 มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 1 ใน 5 เป็นโรคอ้วน ทำให้การลดน้ำหนักเป็นเทรนด์ฮิตในกลุ่มนี้อยู่เสมอดร.อลิสัน เท็ดสโตน นักโภชนาการกล่าวว่า วัยรุ่นหญิงที่กินอาหารครบ 5 หมู่มีเพียงร้อยละ 7 ส่วนที่เหลือเป็นพวกขาดๆ เกินๆ โดยกลุ่มใหญ่คือกลุ่มที่ลดความอ้วน พวกนี้จะกินแป้งและโปรตีนน้อยมาก ทำให้ได้รับธาตุเหล็กน้อยจนเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง อ่อนเพลียและง่วงซึม อีกทั้งยังได้รับแมกนีเซียมและซิลิเนียมน้อยทำให้เป็นโรคนอนไม่หลับ ปวดหัวรุนแรงและอารมณ์แปรปรวน และยังได้รับน้ำมันปลาที่เป็นแหล่งโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อหัวใจและระบบประสาทไม่เพียงพอด้วย การสำรวจยังพบว่า วัยรุ่นหญิงสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าวัยรุ่นชายที่อายุเท่ากัน โดยวัยรุ่นหญิงอายุ 13-15 ปี ร้อยละ 12 บอกว่าดื่มอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง มากกว่าวัยรุ่นชายช่วงอายุเดียวกันถึง 3 เท่า และร้อยละ 29 สูบบุหรี่ ขณะที่วัยรุ่นชายสูบเพียงร้อยละ 16

เตือนภัย : ดื่มน้ำอัดลมหวานๆประจำอาจเสี่ยงกับ มะเร็งของตับอ่อน


วารสารวิชาการ "การระบาดวิทยา ตัววัดความเสี่ยงและการป้องกันมะเร็ง" ของสมาคมวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา รายงานว่า มีการศึกษาพบว่า การดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีรสหวาน จะทำให้เสี่ยงกับการเกิดเป็นมะเร็งของตับอ่อน อันเป็นมะเร็งที่ทำให้ถึงตายได้มากที่สุดชนิดหนึ่ง อย่างน่าหวาดหวั่น

รายงานผลการศึกษาส่อว่า เพียงแค่ดื่มอาทิตย์ละเพียง 2 หน ก็ทำให้โอกาสที่จะเป็นโรคเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มาร์ค พีไรนา ของโรงเรียนสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมินเนโซตา ผู้เขียนรายงานอาวุโส กล่าวว่า "ระดับน้ำตาลในเครื่องดื่มที่สูง อาจจะไปหนุนระดับอินซูลินในร่างกายให้สูงขึ้น ซึ่งคิดว่ามีส่วนช่วยเป็นปุ๋ยให้เซลล์มะเร็งตับอ่อนเติบโตขึ้น"

ผลการศึกษาแจ้งต่อไปว่า "ผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมอาทิตย์ละ 2 หนขึ้นไป จะมีอัตราเสี่ยงกับโรคสูงขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่ม ถึงร้อยละ 87 ซึ่งไม่พบลักษณะแบบเดียวกัน เกิดในหมู่ผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้คั้น".


คืนเดียวกัน

26/4/53

การรอคอย..


ก า ร ร อ ค อ ย...
เป็นเรื่องที่ทรมาน
โดยเฉพาะการรอคอยที่จะกลับมาพบกัน
หรือรอคอยใครสักคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
เพราะในเวลาแห่งการรอคอยนั้น
มันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง 1440 นาที 86400 วินาที
และเข็ม นาฬิกาก็เดินช้าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว...
จากเวลาที่นานอยู่แล้วจึงนานยิ่งกว่า
และการดำเนินชีวิตระหว่างการรอนั้น
ก็มีตัวแปรมากมายที่จะทำให้คนเปลี่ยนไป อยู่ทุกขณะ
เพราะทุกคนมี พื้นฐานความเหงา
และโดดเดี่ยวอยู่ในตัวเองพอๆกับความอ่อนไหว
เป็นโอกาสที่ดีที่จะใช้ระยะทางเป็น เครื่องวัดความรู้สึก
พิสูจน์ความแข็งแรงของความรัก
วัดการกระทำ...ความเสมอต้นเสมอปลาย
และความอดทน
ด้วยเงื่อนไขของความลำบากแห่งกาลเวลา
และตัดสินว่า...การรอคอยจะคุ้มค่าหรือ ไม่





ก า ร อ ยู่ ห่ า ง กั น...
จึงจำเป็นต้อง พิสูจน์กันด้วยความเข้มแข็ง
ต่างคนต่างก็ต้องทำหัวใจให้เข้มแข็งกับอารมณ์ต่างๆ
ที่คอยรบกวน...และคอยชักจูงออกนอกลู่ นอกทาง
เพราะมันไม่ใช่เรื่อง ง่าย...ที่วันนึงเราพบว่า
คนคนหนึ่ง...คือคนที่ชีวิตเราตามหามาตลอด
และใครสักคนที่เป็นได้อย่างที่เราฝัน
มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
และคนที่จะฝ่าฟันกับการบีบคั้นแห่งการ รอคอย
กลับมาหาเราได้ก็ไม่ใช่ เรื่องธรรมดา...





เ พ ร า ะ ฉ ะ นั้ น...
ย่อมหมายถึง...ความรู้สึกที่เค้ามีอยู่ก็คงไม่ได้ ธรรมดา
และคนคนนั้นก็ย่อมเต็มค่า
เวลาที่ชาวประมงจะเลี้ยงหอยมุก
จะต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
และสามารถรอคอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะเขารู้ว่า เมื่อไหร่ถึงเวลา
ที่มุกสามารถนำมาร้อยเป็นสร้อยได้
ย่อมเกิดค่ามหาศาล

...ชีวิตจึงจำเป็นต้องรอคอยใครสัก คนให้ได้
หากรู้ว่าเป็นใครสักคน ..ที่มีค่าแก่การรอคอย...
ซึ่งอาจจะช้าบ้างเร็วบ้าง..ก็แตกต่างกันไป

ณ มุมหนึ่ง..โลกกว้างไป..ใจแคบลง ,,

ณ..มุมหนึ่ง--โลกกว้างไป..ใจแคบลง




"โลกกว้างไป..ใจแคบลง"


ฉัน.. พบว่าตัวเอง.. ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย
อยู่ๆ น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมา..
ฉันปาดน้ำใสๆ ที่ไหลออกจากตา..
แล้วก้มหน้าเดินไปยังจุดหมาย.. ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน..






หลายครั้ง.. ที่ฉันคิดถึงเรื่องราววันเก่าๆ..
หลายคราว.. ที่ฉันอยากจะหมุนเวลาให้ย้อนหลัง..
เพื่อ.. กลับไป.. ณ จุดๆ เดิม..
แต่ก็รู้ว่า.. ไม่มีทาง.. ไม่มีทาง.. ที่จะกลับไปยังวันเก่าๆ ได้อีก






ฉันตั้งใจกับตัวเองว่า.. ฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่..
ฉันจะใช้ความคิด.. ฉันจะใช้เหตุผล.. ในการตัดสินใจ
ฉันมั่นใจว่า.. ฉันจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้.. แม้วันนี้จะไม่เหมือนวันเก่า
จะไม่มีน้ำตา.. ไหลออกมาอีกแล้ว






ยิ่งเดินต่อไป.. หัวใจยิ่งรู้สึกอ่อนล้า..
มันว้าเหว่.. และเจ็บปวด.. ที่จะต้องกักเก็บเอาความรู้สึกที่มีอยู่ไว้ให้ได้..
เมื่อไหร่.. จะถึงจุดหมาย.. เมื่อไหร่.. จะถึงปลายทาง.. หัวใจร้องถาม..
นั่นสินะ.. เมื่อไหร่กัน.. เมื่อไหร่ที่ฉันทิ้ง.. ความรู้สึกเก่าๆ ได้สักที..






จนวันที่เธอ.. เดินเข้ามาในชีวิต..
เธอทำให้ฉันพบว่า.. โลกมันกว้างเกินกว่าจะเดินไปเพียงลำพัง
แต่ฉันเอง.. ที่ไม่กล้าจะก้าวออกไป.. ฉันไม่อยากให้ตัวเองต้องเจ็บปวดอีกแล้ว






เธอถามฉัน.. ว่าฉันพร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างหรือยัง
ฉันสบตาเธอ.. เธอส่งยิ้มละไมมาให้ฉัน
เธอถามฉัน.. เมื่อไหร่ฉันจะก้าวออกมาในโลกของตัวเอง
ฉันยิ้มให้เธอเป็นคำตอบ.. เธอคงรู้.. ว่าการก้าวออกมาจากโลกของฉัน..
มันไม่ง่ายเลย..






ฉันหันหลังกลับไป.. เตรียมตัวออกเดินทางไปยังจุดหมายที่ไม่รู้จัก
เธอจับมือฉัน.. บอกว่าไม่เป็นไร.. หากว่าฉันจะอยู่ในโลกของฉัน..
หากว่าฉันยังรู้สึกว่าโลกใบใหญ่ มันโหดร้ายเกินไป..
เธอสบตาฉัน.. ถ้าโลกมันกว้างไป.. เธอจะคอยดูแลฉัน..
จนกว่าใจฉันจะกว้างพอ.. ให้เธอก้าวเข้าไปอยู่..






ฉันทรุดตัวลง.. เป็นอีกครั้ง.. ที่ฉันร้องไห้